หน้าแรก
คุณภาพเป็นเหนึ่ง สร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า พัฒนาเพื่อเพิ่มผลผลิต     Develop the products with the highest quality for customers satisfaction                       ติดต่อเราที่ 0-2989-9794 , 0-2989-3565
เตือนอุตฯยานยนต์-ไฟฟ้า-อาหาร ตั้งการ์ดรับกฎใหม่อียู คุมเข้มสารพีฟอส ก่อมะเร็ง
อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้า อาหาร เตรียมตั้งการ์ดรับกฎใหม่อียูปี'51 ห้ามใช้สารพีฟอส ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งเกินอัตราที่กำหนด ดีเดย์ 27 มิ.ย.นี้ เตือนหากตรวจพบมีสิทธิ์ถูกส่งสินค้าคืน แถมถูกระงับการนำเข้าด้วย
ณ วันที่ 27 มิถุนายน 2551 นี้ สหภาพยุโรปได้กำหนดให้เป็นวันเริ่มต้นการบังคับใช้กฎข้อกำหนดการใช้สารพีฟอส หรือ PFOS (perfluoroctane sulphonate) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในอัตราที่เกินกว่าที่กำหนด ซึ่งสหภาพยุโรปได้ออกประกาศมาตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 2549 โดยกฎระเบียบดังกล่าวจะครอบคลุมในงานเกือบทุกประเภท ยกเว้นในบางอุตสาหกรรมที่ยังไม่สามารถใช้สารอื่นทดแทนได้ เช่น ในอุตสาหกรรมการแพทย์ น้ำมันไฮดรอลิกในอากาศยาน และในโฟมดับเพลิง เป็นต้น

ดังนั้นในขณะที่ตลาดสหภาพยุโรปเป็นตลาดส่งออกใหญ่อันดับสองของไทย ซึ่งเมื่อปี 2550 ไทยส่งออกสินค้าไปสหภาพยุโรปมูลค่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ รองจากการส่งออกในตลาดอาเซียน ซึ่งมีมูลค่า 3.2 หมื่นล้านดอลลาร์ และนำตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีมูลค่าการส่งออก 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์

ผู้ผลิตสินค้าจากไทยเข้าไปยังสหภาพยุโรปจึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตลาดประเภทคู่ค้า

ตรวจพีฟอส : แล็บตรวจสารพีฟอสและสารเคมีอื่นๆที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคผ่านเครื่อง LC-MSมูลค่า10ล้านบาทของ บ.เอสจีเอส(ประเทศไทย)จำกัด

นายประดิษฐ์ ยงศ์พันธ์ชัย ผู้จัดการธุรกิจการวิเคราะห์ทดสอบทางห้องปฏิบัติการและสินค้าอุปโภคบริโภค บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า พีฟอสมีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อวงการอุตสาหกรรมต่างๆ เนื่องจากมีคุณสมบัติไม่ติดน้ำ ไม่ติดไขมัน ไม่จับฝุ่น ใช้ลดแรงตึงผิว และสามารถทนต่อสารเคมีในอุณหภูมิสูง แต่ในขณะเดียวกันพีฟอสก็มีโทษมหันต์ เนื่องจากเป็นสารคงทน สะสมในสิ่งมีชีวิตและเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นอันตรายต่อระบบสืบพันธุ์และเป็นสารก่อมะเร็ง

"มีรายงานตรวจพบว่า มีพีฟอสอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั่วโลก และด้วยคุณสมบัติที่อยู่ได้นานในสภาวะแวดล้อมทั่วไปของสารตัวนี้ จึงทำให้พีฟอสซึ่งไม่สะสมในไขมัน แต่ไปยึดติดกับโปรตีนแทนได้ เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตที่ได้รับสารนี้เกินกว่าปกติ"

ดังนั้นด้วยการแข่งขันทางเทคโนโลยีอุตสาหกรรม กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรมยานยนต์ และเครื่องหนังสิ่งทอ ที่ต้องการเป็นผู้ผลิตชั้นนำของตลาดและหันมาให้ความสนใจกับการพัฒนาสินค้าห่วงใยสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยกับผู้บริโภคเพิ่มขึ้น สหภาพยุโรปจึงออกมาตรการเพื่อกำหนดการห้ามนำเข้าสารพีฟอสในผลิตภัณฑ์ต่างๆ

พรพณา ลิรัฐพงศ์ ผู้จัดการแผนกฮาร์ดไลน์เทสติ้ง บริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า สหภาพยุโรปประกาศจำกัดปริมาณการนำเข้าสารพีฟอสในผลิตภัณฑ์ 3 ประเภท คือ 1)ในรูปของสารประกอบห้ามนำเข้าเกิน 50 พีพีเอ็ม (หรือมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม) 2)ในรูปของชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์ ห้ามเกิน 1,000 พีพีเอ็ม และ 3)ในวัสดุที่มีการเคลือบด้วยพีฟอส ห้ามเกิน 1 ไมโครกรัม/ตารางเมตร

ปัจจุบันพีฟอสถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น การผลิตเอวีเอ โฟม สายพานรถยนต์ พลาสติกครอบในรถยนต์ ขณะที่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องหนังสิ่งทอก็มีการใช้สารตัวนี้ด้วย ดังนั้นผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ในอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงต้องตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงในตลาด เพราะหากสินค้าที่ส่งเข้าไปจำหน่ายในสหภาพยุโรปถูกตรวจพบว่ามีสารพีฟอสเกินกว่าปริมาณที่กำหนด สินค้าชุดนั้นย่อมถูกส่งคืนผู้ผลิตและถูกระงับการนำเข้า

เช่นเดียวกับในกรณีของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งในเร็วๆ นี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้มีการปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบว่าด้วยการติดฉลากอาหารของสหภาพยุโรปต่อสภายุโรปและคณะมนตรียุโรป

นายบาซิล มาธิโอดากิส หัวหน้าหน่วยงานด้านกฎหมายอาหารและโภชนาการของคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวในระหว่างเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในอาเซียนกับกลุ่มธุรกิจด้านการผลิตอาหาร ซึ่งมีขึ้นระหว่างวันที่ 11-14 มีนาคมที่ผ่านมา ที่กรุงเทพฯว่า คณะกรรมาธิการยุโรปจะเสนอให้มีการยกระดับกฎระเบียบฉลากผลิตภัณฑ์อาหารของอียู ซึ่งใช้กับประเทศสมาชิกทั้ง 27 แห่ง และกับประเทศผู้นำเข้าสินค้าอาหารในสหภาพยุโรป

ข้อกำหนดดังกล่าวจะระบุให้มีการแสดงข้อมูลทางด้านโภชนาการของอาหารเกือบทุกประเภท ซึ่งเป็นกฎระเบียบของการแสดงข้อมูลอาหารที่สหภาพยุโรปมีอยู่แล้ว แต่ในข้อกำหนดใหม่ที่จะเสนอสภายุโรปและน่าจะมีผลบังคับใช้ในอีก 2 ปีข้างหน้า จะกำหนดให้มีการติดฉลากแสดงข้อมูลสารอาหารจำพวกให้พลังงาน ไขมันทั้งไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว คาร์โบไฮเดรตที่มาจากน้ำตาล และเกลือที่มีปริมาณการใช้เกิน 100 มิลลิลิตร/กรัม ให้เห็นเด่นชัดเจนด้านหน้าผลิตภัณฑ์ พร้อมกับกำหนดขนาดตัวอักษรขั้นต่ำตามมาตรฐานที่กำหนด ซึ่งในขณะนี้คือห้ามเล็กกว่า 8 ปอยต์

อีกทั้งยังจะกำหนดให้ระบุสัดส่วนปริมาณสารอาหารจากผลิตภัณฑ์ดังกล่าวควบคู่กับการแสดงสัดส่วนปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้ผู้บริโภคควรจะได้รับประทานทั้งหมดในแต่ละวันด้วย และในอาหารที่มีส่วนประกอบที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เช่น ถั่วลิสง นม มัสตาร์ด หรือปลา ต้องติดฉลากหรือให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแพ้ที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีความอ่อนไหวกับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับทราบด้วย

สำหรับผู้ผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ที่มีการใช้สารพีฟอสควรส่งตัวอย่างสินค้าเข้าตรวจสอบหาปริมาณสารก่อนส่งมอบสินค้า ซึ่งมีเวลาสำหรับการเตรียมตัวอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ขณะที่ผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหารยังพอมีเวลาสำหรับการปรับตัวและออกแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎระเบียบการติดฉลากใหม่ของสหภาพยุโรป

นายซัลวาทอเร่ มากาซซู หัวหน้าดูแลโครงการการฝึกอบรมด้านอาหาร กรรมาธิการยุโรป ยังยืนยันว่า กฎระเบียบเหล่านี้ไม่ได้เป็นการกีดกันทางการค้า แต่เกิดขึ้นเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ส่วนผู้ผลิตจะมีเวลาสำหรับการปรับตัวอย่างน้อย 2 ปีสำหรับการปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่
 
โดย : Joy ip :125.25.146.87 อ่าน :115 วันที่ : 25/03/2551
 
ข่าวอื่นๆ ::
เครื่องจักรจีนบุก ถล่มตลาดไทยพัง
ผลงาน MTA Vietnam 2009 เพิ่มยอดสั่งซื้ออะไหล่ เครื่องจักรกลกว่า 30 ล้านบาท
อะไหล่รถยนต์ไทยมีโอกาสเติบโตได้ในตะวันออกกลาง
บีโอไอ เสนอ 8 มาตรการหวังกระตุ้นความเชื่อมั่นนักลงทุนอุตสาหกรรม
กรมส่งเสริมการส่งออก ชู "TAPA 2008"เป็นเวทีผลักดันผู้ประกอบการชิ้นส่วนและอะไหล่ยานยนต์ไทยสู่ตลาดโลก
 
 

Warning: Unknown: Your script possibly relies on a session side-effect which existed until PHP 4.2.3. Please be advised that the session extension does not consider global variables as a source of data, unless register_globals is enabled. You can disable this functionality and this warning by setting session.bug_compat_42 or session.bug_compat_warn to off, respectively in Unknown on line 0